ดีเจลูกทุ่ง

            กว่าจะเป็นดีเจประจำคลื่นวิทยุลูกทุ่ง ไม่ใช่เรื่องที่ลำพังรูปหล่อพ่อรวยก็จะเข้ามาได้ง่ายๆ เส้นทางสู่เก้าอี้ดีเจไม่ง่ายเหมือนเคี้ยวข้าวเหนียว เพราะกว่าจะถึงที่นั่งหลังไมค์ ดีเจหัวใจลูกทุ่งแต่ละคนล้วนผ่านการดิ้นรนและทนรอ รวมทั้งผ่านวัฒนธรรมการถ่ายทอดวิชาจากรุ่นแรกสู่รุ่นหลัง ชาธิป สุวรรณทอง คุยบางคำกับดีเจหัวใจลูกทุ่งบางคนถึงเส้นทางกว่าจะถึงดวงดาว

            ไม่ว่ากระแสความนิยมในดนตรีแนวต่างๆ ของคนไทยจะเคลื่อนที่ไปทางไหน แต่หากพูดถึงแนวเพลงที่เรียกกันว่า 'ลูกทุ่ง' กับคนไทยเรียกได้ว่าไม่เคยห่างหายไปไหนนาน โดยเฉพาะกับคนไทยในสังคมชนบทที่แม้ว่าในตลาดเพลงไทยจะมีสิ่งแปลกใหม่มาให้ลิ้มลองมากแค่ไหน แต่ถ้าถามแบบกะเทาะใจกันจริงๆ คงยากที่แนวเพลงอื่นใดจะมาครองใจคนกลุ่มนี้ได้ง่ายๆ

            กล่าวกันว่าที่เพลงลูกทุ่งไม่เคยเงียบหายไปจากสังคมไทย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ นักร้องลูกทุ่งทั้งหน้าเก่าหน้าใหม่ผลัดเปลี่ยนกันผลิตผลงานออกมานำเสนอไม่ขาด เพลงลูกทุ่งเพลงหนึ่งฮิตติดตลาดอยู่สักระยะ เพลงใหม่ก็ถูกปล่อยลงแผงตามมา อีกทั้ง เพลงลูกทุ่งยังมีจุดเด่นอยู่ที่การนำเอาเหตุการณ์บ้านเมืองและสภาพสังคมมาเป็นประเด็นในการนำเสนอ เสียงเพลงลูกทุ่งจึงดังต่อเนื่องไม่ขาดสาย ทั้งทางคลื่นวิทยุ โทรทัศน์ หรือแม้แต่ในร้านคาราโอเกะ

            เพลงลูกทุ่งคืออะไร มีจุดกำเนิดและพัฒนาการอย่างไร ครูเพลง นารถ ถาวรบุตร ระบุถึงเรื่องนี้ไว้ว่า จาก พ.ศ.2480 ถึงปัจจุบัน แนวเนื้อหาของเพลงไทยสากลในยุคแรก ช่วงทศวรรษ 2480 ถึงทศวรรษ 2490 อาจแบ่งออกได้เป็น กลุ่ม 'เพลงปลุกใจ' มุ่งหมายให้เกิดความรักชาติ รักความเป็นไทย ผิดจากนั้นก็จัดเป็นกลุ่ม 'เพลงรัก' หรือที่ครูนารถเรียกว่า 'เพลงประโลมโลกย์'

            ขณะที่ยังมีบทเพลงอีกกลุ่มที่เรียกว่า 'เพลงชีวิต' คือเพลงที่หยิบยกเอารายละเอียดชีวิตของคนในอาชีพต่างๆ มากล่าวถึงด้วยคำร้องที่เรียบง่าย มุ่งสะท้อนสภาพทางสังคมและเสียดสีการเมืองบ้าง ถือได้ว่า 'เพลงชีวิต' นี่เองเป็นรากฐานของเพลงลูกทุ่งและเพลงเพื่อชีวิตในเวลาต่อมา นั่นคือหลังจากปี พ.ศ.2500 มาแล้ว จึงมีการแบ่งเพลงไทยสากลออกเป็น 'เพลงลูกกรุง' เช่น เพลงของสุนทราภรณ์, สุเทพ วงศ์กำแหง, ชรินทร์ นันทนาคร และ 'เพลงลูกทุ่ง' เช่น เพลงของ สุรพล สมบัติเจริญ เป็นต้น

            คำว่า 'เพลงลูกทุ่ง' น่าจะถูกใช้เรียกอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี พ.ศ. 2507 เป็นต้นมา หลังจากมีรายการโทรทัศน์รายการหนึ่งที่ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 4 บางขุนพรหม ตั้งชื่อรายการว่า 'เพลงลูกทุ่ง' จนกระทั่งเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ.2516 เมื่อประชาธิปไตยเบ่งบานจึงเริ่มมีเพลงประเภทที่เรียกว่า 'เพลงเพื่อชีวิต' เกิดขึ้น สอดคล้องกับแนวคิดที่ว่าศิลปะต้องรับใช้ประชาชนของ จิตร ภูมิศักดิ์ นักคิดนักเขียนฝ่ายก้าวหน้า ซึ่งกล่าวถึงแนวคิดนี้ไว้ในหนังสือ 'ศิลปะเพื่อชีวิต ศิลปะเพื่อประชาชน'

            การแบ่งประเภทของเพลงไทยสากลออกเป็น 3 ประเภทกว้างๆ คือ 'ลูกทุ่ง' 'ลูกกรุง' และ 'เพื่อชีวิต' ยังคงใช้มาถึงปัจจุบัน

            กล่าวได้ว่า แม้เนื้อหาของเพลงลูกทุ่งจะพัฒนาไปอย่างหลากหลาย ทั้งตลกขบขัน รัก หวานชื่น ขื่นขม หรือ เสียดสีสังคม ขณะที่เพลงเพื่อชีวิตก็แตกแขนงทางเนื้อหาสาระและแนวดนตรีออกไปเช่นกัน แต่ทั้งเพลงลูกทุ่งและเพลงเพื่อชีวิตในปัจจุบันล้วนมีรากฐาน มาจาก 'เพลงชีวิต' ที่ศิลปินชั้นครูอย่าง แสงนภา บุญราศรี, เสน่ห์ โกมารชุน, ไพบูลย์ บุตรขัน, คำรณ สัมบุณณานนท์ ได้บุกเบิกไว้ตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 2480-2490 นั่นเอง

            (ที่มา : เอกสารประกอบการเสวนา 'เส้นทางเพลงเพื่อชีวิต' ในงานรำลึก 25 ปี 14 ตุลา วันที่ 10-14 ตุลาคม 2544 ข้อมูลจากเวบไซต์ www.longdo.com )

            หากจะกล่าวถึงบุคคลที่ทำหน้าที่ส่งมอบบทเพลงสู่ผู้ฟังผ่านคลื่นวิทยุ หรือที่เรียกกันว่า 'ดีเจ' หรือ นักจัดรายการวิทยุ นับได้ว่าเป็นอาชีพในฝันของหลายคน โดยเฉพาะสำหรับนิสิตนักศึกษาที่กำลังเรียนในสาขานิเทศศาสตร์ อาจเป็นด้วยการแข่งขันของคลื่นวิทยุต่างๆ ในปัจจุบันที่นำเสนอภาพของดีเจในฐานะ 'ดารา' เพื่อดึงดูดผู้ฟัง รวมทั้งการดึงคนดังมาทำหน้าที่ดีเจ ทำให้สถานภาพการเป็นดีเจกลายเป็นสัญลักษณ์ของชื่อเสียง การยอมรับ รวมถึงโอกาสในการก้าวไปสู่อาชีพอื่นๆ ที่เพียบพร้อมทั้งชื่อเสียงและรายได้ เช่น นักแสดง พิธีกร ฯลฯ

            แต่สำหรับกลุ่มคนที่อยู่ในฐานะ 'ดีเจลูกทุ่ง' เส้นทางสู่ที่นั่งหลังไมค์ในห้องส่งวิทยุ นับได้ว่าแตกต่างออกไปแบบคนละขั้ว

            ดีเจบุญแทน เรืองอำนาจ หรือ 'พี่บุญแทน' ของแฟนๆ รายการ 'ลูกทุ่งบันเทิง' ทางคลื่นเอฟเอ็ม 89.5 ย้อนอดีตเส้นทางสู่ตำแหน่งดีเจให้ฟังว่า พื้นเพเดิมของเขาก็ไม่ต่างจากคนอีสานทั่วไป เป็นคนจากครอบครัวชาวนาในจังหวัดอำนาจเจริญ

            เช่นเดียวกับคนไทยอีสานในสังคมชาวนาในชนบทไทยส่วนใหญ่ เพื่อนคู่ใจก็คือวิทยุที่เปิดฟังรายการภาษาอีสาน ไม่ว่าจะเป็นรายการหมอลำหรือเพลงลูกทุ่ง เรียกว่าถ้าหมุนเจอคลื่นไหนที่จัดรายการอีสานได้ถึงใจแล้วละก็ คลื่นอื่น เพลงแบบอื่นไม่มีโอกาสแทรกเข้ามาได้

            จนกระทั่งปีพ.ศ.2535 บุญแทนเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ด้วยจุดประสงค์เดียวกับคนอีสานส่วนใหญ่ที่ทิ้งถิ่นเข้ากรุงมุ่งมาเพื่อหางานทำ บุญแทนบอกว่าเมื่อเป็นคนใหม่แรกมาต้องคว้าทุกอย่างที่ใกล้มือเพื่อเลี้ยงชีวิตให้อยู่รอด เปลี่ยนงานเป็นทอดๆ ก่อนขยับขยายสู่ตำแหน่งดีเจอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

            "เข้ามากรุงเทพฯ ก็มาเป็นบ๋อยโรงแรมก่อน เลิกเป็นบ๋อยก็ไปทำงานอยู่โรงงานผลิตยา จากนั้นก็ไปทำงานเป็นเซลส์ขายเครื่องไฟฟ้า ขายเซฟทีคัต ทำงานไปก็ฟังรายการลูกทุ่งไป เพราะใจชอบฟังลูกทุ่งมาตั้งแต่อยู่บ้านนอกอยู่แล้ว เข้ากรุงเทพฯ ก็มาฟังรายการลูกทุ่งที่จัดในกรุงเทพฯ ต่อ พอฟังรายการที่รุ่นพี่ๆ เขาจัดมากๆ เข้าเราก็อยากเป็นบ้าง ก็เลยมาขอฝึกกับรุ่นพี่ พอมาหัดจนเริ่มใช้ได้แล้วพี่ ๆ เขาก็แนะนำให้ไปอบรมผู้ประกาศที่กรมประชาสัมพันธ์ ไปสอบใบผู้ประกาศ พอไปสอบใบได้ก็มาจัดรายการ กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ก็ต้องผ่านงานหลายอย่าง ต้องแสวงหา"

            ไม่ต่างกันนักกับ ดีเจหนุ่ม เมืองน้ำดำ ดีเจหนุ่มหน้ามนคนกาฬสินธุ์ ที่พูดถึงเส้นทางสู่ตำแหน่งดีเจลูกทุ่งของเขา โดยเล่าย้อนไป ตั้งแต่จุดที่ได้รับหมายเกณฑ์เป็นพลทหารอยู่ที่ค่ายพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช จังหวัดร้อยเอ็ด ออกปฏิบัติหน้าที่ชายแดนในปฏิบัติการที่เรียกว่า 'ยุทธการช่องบก' ในพื้นที่อีสานตอนใต้ ก่อนที่สถานการณ์การรบจะสงบลง เมื่อรัฐบาลไทยจะมีนโยบายเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า ในสมัยรัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ

            หลังปลดประจำการ หนุ่ม เมืองน้ำดำ เดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อหางานทำ เมื่อแรกมาเขาเข้าทำงานตามโรงงานอุตสาหกรรมหลายประเภท เปลี่ยนงานไปตามแต่จะหาได้ ผ่านมาแล้วทั้งโรงงานพลาสติก โรงพิมพ์ หรือแม้แต่อาชีพกรรมกร คติประจำใจคืออะไรที่ทำแล้วอยู่ได้เขาทำทุกอย่าง หากมีโอกาสที่ดีกว่าค่อยขยับขยายทีหลัง

            หนุ่ม เมืองน้ำดำ บอกว่าเส้นทางสู่อาชีพดีเจลูกทุ่งจะบอกว่าโรยด้วยกลีบกุหลาบก็คงผิดไป แต่ต้องอาศัยทั้งการต้องดิ้นรนต่อสู้และโอกาสที่ผ่านเข้ามาจึงจะสามารถมายืนตรงจุดนี้ได้ ส่วนตัวของเขาโอกาสที่ว่ามาในรูปของบุคคลที่ชื่อดีเจสยาม วงศ์คำจันทร์ นักจัดรายการรุ่นพี่ที่เปิดโอกาสให้เขาได้ก้าวเข้าสู่อาชีพดีเจ

            "ถึงแม้เส้นทางของแต่ละคนจะเข้ามาไม่เหมือนกัน แต่เกือบทุกคนต้องดิ้นรนแสวงหา และต้องเป็นคนที่มีความกระตือรือร้น มีความทะเยอทะยานด้วย เพราะว่าอาชีพสื่อหรืออาชีพศิลปินต้องมีความทะเยอทะยาน ซึ่งแต่ละคนมีมากมีน้อยไม่เหมือนกัน และต้องมีใจรัก ต้องดิ้นรน ถ้าขาดตรงนี้ผมบอกได้เลยว่าใครก็ไม่ประสบผลสำเร็จ "

            ส่วนประกอบสำคัญที่ทำให้กลายมาเป็นดีเจลูกทุ่งได้อย่างทุกวันนี้ ทั้ง บุญแทน เรืองอำนาจ และหนุ่ม เมืองน้ำดำ กล่าวตรงกันว่า การถ่ายทอดวิชากันแบบรุ่นต่อรุ่นจากรุ่นพี่สู่รุ่นน้องเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับดีเจลูกทุ่งหน้าใหม่ ไม่ว่าจะเป็นในยุคที่พวกเขาแรกก้าวสู่เส้นทางดีเจลูกทุ่งหรือแม้แต่ในปัจจุบัน

            "สมัยก่อน การจะมาเป็นดีเจได้ต้องเรียกว่ายากมาก ประตูที่จะเข้ามาสู่อาชีพนี้ไม่ค่อยเปิดโอกาสให้อย่างในปัจจุบันนี้หรอก เพราะฉะนั้นรุ่นพี่ ๆ รุ่นบุกเบิกที่เข้ามาเป็นดีเจอีสานในกรุงเทพฯ รุ่นเก่าๆ จะไม่ค่อยเปิดโอกาสให้รุ่นหลังๆ ส่วนมากเขาจะไม่ยอมบอกว่าจะเข้ามาได้ยังไง ต้องเป็นคนที่สนิทกันจริงๆ ถึงจะยอมบอก "

            จากเริ่มแรกพูดจาไม่ค่อยจะเป็นก็ได้เรียนรู้จากรุ่นพี่ แต่เมื่อเป็นเรื่องราวของคนลูกทุ่งเรื่องจะมาสอนกันด้วยทฤษฎีคงไม่มี มีแต่การเรียนรู้ด้วยการปฏิบัติจริง ผสมกับฟังนักจัดรายการคนอื่น ๆ มาปะติดปะต่อและค้นหาเอกลักษณ์ของตัวเอง ดีเจลูกทุ่งบางคนที่ตอนนี้ไปดังอยู่ตามต่างจังหวัด อดีตเคยเป็นแฟนเพลงของนักจัดรายการคนดังมาก่อนแทบทั้งสิ้น

            "เหมือนกับว่าคนแต่ละรุ่นผลักดันกันไปเรื่อยๆ เข้ามาแนะนำกันไป ดูแล้วไปได้ก็ช่วยแนะนำ สอนวิธีการพูด วิธีการหาสปอนเซอร์ เป็นการเรียนรู้จากรุ่นต่อรุ่น เหมือนอาชีพอื่นๆ ที่ทุกคนต้องเรียนรู้จากผู้หลักผู้ใหญ่ถ่ายทอดความรู้กันต่อๆ ไป อย่างบางคนที่เป็นแฟนเพลงของผมก็เข้ามาหา มาถามทำอย่างไรจะได้เป็นดีเจ ถ้าเป็นคนใจกว้างหน่อย หรือเห็นว่าสนิทกันก็ถ่ายทอดความรู้ต่อๆ ไป แต่ถ้าคนที่เขาไม่อยากสอนก็จะบอกว่า โอ๊ย! มันยาก อย่าเข้ามาเลย อะไรอย่างนี้ ก็แล้วแต่คน เพราะฉะนั้น คนที่จะเป็นดีเจได้ต้องต่อสู้พอสมควร ต้องอดทน รอเวลาที่ตัวเองจะขึ้นมาได้ พอได้เป็นดีเจแล้วก็ต้องทำให้รอดด้วย ต้องมาคิดวางแผนว่าจะพูด จะจัดรายการอย่างไรให้บริษัทเขายอมรับ ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ" หนุ่ม เมืองน้ำดำ เล่า

            เคล็ดลับการอยู่รอดในฐานะดีเจลูกทุ่งบุญแทนบอกว่า ต้องตอบสนองความต้องการของทั้งเจ้าของรายการและผู้ฟังว่า แต่ละฝ่ายต้องการอะไร รวมทั้งเรื่องของดวงก็มีส่วน

            "สไตล์คุณจัดรายการเขาชอบไหม พอที่จะพูดโน้มน้าวให้คนซื้อสินค้าของเขาได้ไหม ลีลาของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ผมคิดว่ามันอยู่ที่โชควาสนาด้วย บางคนมีโอกาส มีเงินทุน พอทำๆ ไปเจ๊งก็มี ผมว่ามันอยู่ที่ดวงใครดวงมัน บางคนอาจจะเก่งกว่าเราแต่ไม่มีโอกาสก็มี ส่วนการคุยกับคนฟัง ก็ต้องอาศัยความเป็นคนอีสานด้วย กลุ่มคนฟังเราอีสานเราก็พูดแบบที่คนอีสานพูดกัน เขาจะฟังเรา พูดกันแบบพี่แบบน้อง"

            ประสบการณ์ 10 กว่าปี ของการเป็นดีเจลูกทุ่ง บุญแทนบอกว่าเดินสายจัดรายการมาแล้วเกือบทุกคลื่นในกรุงเทพฯ ทั้งเอฟเอ็มและเอเอ็มจัดรายการประเภทลูกทุ่ง-หมอลำตลอด คนฟังส่วนมากเป็นคนอีสานที่เข้ามากรุงเทพฯ ทุกสาขาอาชีพ ดีเจอย่างเขามีสถานภาพเป็นพนักงานบริษัทที่เข้ามาประมูลเวลาออกอากาศ เมื่อได้เวลามาบริษัทก็จะจัดดีเจไปประจำแต่ละรายการ แต่ละช่วงเวลา ในแต่ละวันเขาจะวิ่งรอกจัดรายการประมาณ 3 คลื่น 3 สถานี เลิกจากที่หนึ่งก็ต้องเดินทางไปจัดรายการอีกสถานีหนึ่ง ทุกคลื่นที่เขาจัดจะใช้ชื่อรายการเดียวกัน คือ 'ลูกทุ่งบันเทิง'

            ถึงจะชื่อว่าเป็นดีเจยอดนิยมคนหนึ่ง แต่ด้วยวัฒนธรรมวิทยุลูกทุ่งที่สื่อสารกันด้วยเสียงเพียงอย่างเดียว บุญแทนบอกว่า ทุกวันนี้เรื่องความดังโด่งแบบไปไหนต้องเหมือนดีเจคนดังทางคลื่นเพลงฮิตทั่วไป ไม่เคยเป็นปัญหาสำหรับเขา

            "จัดลูกทุ่งบันเทิงมานานคนก็รู้จัก แต่รู้จักแบบรู้จักชื่อไม่รู้จักหน้า มีส่วนน้อยที่เดินไปแล้วคนจำได้ เข้ามาทัก เพราะวิทยุมันได้ยินแต่เสียง บางทีขึ้นแท็กซี่คนขับจำเสียงได้บอกใช่พี่บุญแทนหรือเปล่า จัดรายการลูกทุ่งบันเทิงหรือเปล่า"

            สองดีเจลูกทุ่งมองว่า ในยุคปัจจุบัน การจะเป็นนักจัดรายการอิสระแบบเช่าเวลาเองแทบจะเป็นไปไม่ได้ ส่วนบางคนที่ยังคงความอิสระไว้ได้ก็เหลือน้อยเต็มทน เพราะสู้ค่าเวลาไม่ไหว ส่วนมากดีเจจะเข้าสู่ระบบบริษัทกันหมด เพราะไม่ต้องแบกภาระค่าเวลา ทำหน้าที่เป็นผู้โปรโมทสินค้าที่บริษัทให้นโยบายมา ถึงเวลาก็รับเงินเดือนไป แต่ก็มีบ้างบางส่วนที่ไม่อยากทิ้งความเป็นอิสระก็หนีไปสู่วิทยุชุมชน ซึ่งค่าใช้จ่ายน้อยกว่า

            ดีเจหนุ่ม เมืองน้ำดำ ฝากทิ้งท้ายไว้ว่า เส้นทางสู่เก้าอี้ดีเจลูกทุ่งของคนรุ่นเขานับว่าไม่ง่าย แต่สำหรับคนรุ่นต่อๆ ไป เขามองว่าจะยิ่งยาก แม้ว่าโอกาสจะเปิดกว้างขึ้นตรงที่ความรู้เรื่องการจัดรายการวิทยุไม่ใช่เรื่องลึกลับหากเทียบกับรุ่นก่อนๆ รวมทั้งช่องทางในการสอบเป็นผู้ประกาศที่ง่ายขึ้น จากคนรุ่นเขาที่กว่าจะมีโอกาสได้สอบก็ต้องรอเวลาหลายปีเพื่อให้บริษัทเป็นผู้ส่งสอบในฐานะหน่วยงานตามเงื่อนไขในสมัยนั้น ขณะที่ปัจจุบันใครก็ตามที่คิดว่าพร้อมก็สามารถเดินเข้าไปสมัครสอบผู้ประกาศด้วยตนเองได้ทันที

            แต่ตราบใดที่คนอีสานยังมุ่งหน้ามาเสี่ยงโชคหางานทำในกรุงเทพฯ รายการวิทยุพูดอีสานเปิดเพลงลูกทุ่งหมอลำคงไม่หมดไป เพราะเรื่องแบบนี้จะหาใครมาแทนคนที่พูดภาษาเดียวกัน สื่อสารกันได้ซาบซึ้งไปกว่าคนอีสานด้วยกันคงจะยาก

            ก่อนจากกันสองดีเจลูกทุ่งฝากบอกแฟนรายการ ว่า เช่นเดียวกับรายการลูกทุ่งอื่นๆ รายการลูกทุ่งบันเทิงเน้นจุดขายที่การคุยกันแบบสนุกๆ และเป็นกันเองระหว่างดีเจกับแฟนรายการ คุยแบบไม่เครียด ไม่เหงา ไม่ง่วง เปิดเพลงหมอลำ และเพลงลูกทุ่ง สำหรับคนทำงานกลางคืน หรือใครอยากจะให้ประกาศหางานหรือประชาสัมพันธ์ข่าวคราวในสังคมคนอีสานก็ยินดีให้ความร่วมมือ

            "ใครจะมาเยี่ยมรายการยินดีต้อนรับทุกท่านทุกคน แต่ต้องมาตอนจัดรายการนะครับ จะเป็นคนเหนือ อีสาน ใต้ ภาคกลาง ตะวันออก ตะวันตก มาได้ ยกเว้นคนหลายใจห้ามมา" บ่าวบุญแทนฝากบอก

ที่มา จุดประกาย กรุงเทพธุรกิจ 1 มิ.ย. 48


กลับไปหน้า Web วัดท่าไทร
ไป Web สำนักงานเจ้าคณะภาค ๑๖

ไป Web ศูนย์พัฒนาคุณธรรมภาคใต้
ไป Web วิทยุชุมชนตำบลท่าทองใหม่
ไป Web ชมรมวีอาร์ร้อยเกาะสุราษฎร์ธานี