ิบทวิเคราะห์ : วิทยุชุมชน...กับการดูแลของภาครัฐ
เรียบเรียงโดย พิมพิดา โยธาสมุทร
ผู้สื่อข่าว : พิมพิดา โยธาสมุทร Rewriter : ชูชาติ เทศสีแดง
สำนักข่าวแห่งชาติ กรมประชาสัมพันธ์ : http://thainews.prd.go.th
วันที่ข่าว : 23 มิถุนายน 2552


           

            การเปิดให้มีการขึ้นทะเบียนแจ้งความประสงค์ประกอบกิจการวิทยุชุมชน และทำความเข้าใจเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตประกอบกิจการบริการชุมชนชั่วคราว (วิทยุกระจายเสียงชุมชน) และร่างมาตรฐานเทคนิคกิจการบริการชุมชนฉบับชั่วคราว เมื่อวันจันทร์ที่ 15 มิถุนายน ที่ผ่านมา โดยมีผู้สนใจลงทะเบียนขอใบอนุญาต (ไลเซ่นส์) ประกอบกิจการวิทยุชุมชน จำนวน 1,600 ราย ร่างประกาศคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตประกอบกิจการบริการชุมชนชั่วคราว (วิทยุกระจายเสียงชุมชน) นี้ คาดว่าจะประกาศในราชกิจจานุเบกษา ในต้นเดือนกรกฏาคม และเมื่อประกาศแล้วจะเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการวิทยุชุมชนมาลงทะเบียนภายใน 30 วันนับจากประกาศ หากไม่มาลงทะเบียนจะเป็นวิทยุชุมชนที่ไม่มีกฎหมายรับรอง ส่วนผู้ที่มาลงทะเบียนไว้แล้วจะได้รับสิทธิ์เป็นผู้ทดลองออกอากาศ 300 วัน เพื่อให้คณะทำงานพิจารณาว่าเข้าข่ายเป็นวิทยุชุมชนหรือไม่ หากเข้าข่ายผู้ประกอบการสามารถยื่นขอใบอนุญาตชั่วคราวซึ่งมีอายุ 1 ปี โดยเสียค่าธรรมเนียม 500 บาท/ปี

            อาจกล่าวได้ว่าถือเป็นจุดเริ่มต้นในการจัดระเบียบการทำงานของวิทยุชุมชน (ติดตามอ่านหลักเกณฑ์ในการจัดทำวิทยุชุมชนได้ในตอน วิทยุชุมชน...จุดเริ่มต้นการทำงานเพื่อสังคม) การขึ้นทะเบียนดังกล่าว จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นของการจัดระเบียบเพื่อควบคุมดูแลวิทยุชุมชน... หากแต่ภายหลังได้รับสิทธิ์เป็นผู้ทดลองออกอากาศแล้วนั้น รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมีการตรวจสอบดูแลอย่างไรต่อไป??

            การดำเนินงานตรวจสอบวิทยุชุมชน
            ที่ผ่านมาปัญหาสำคัญของวิทยุชุมชนคือ พบว่ามีการส่งสัญญาณรบกวนระบบสื่อสารอื่นๆ เช่น วิทยุการบิน วิทยุโทรทัศน์ ซึ่งสาเหตุหนึ่งมาจากเครื่องส่งสัญญาณของวิทยุชุมชนไม่ได้มาตรฐาน... สำนักข่าวแห่งชาติ จึงได้ทำการสอบถาม โดย พ.อ.ดร.นที ศุกลรัตน์ ประธานคณะทำงานด้านกิจการวิทยุกระจายเสียงชุมชน ในคณะอนุกรรมการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ คณะทำงานด้านกิจการวิทยุกระจายเสียงชุมชน ซึ่งกล่าวกับทางสำนักข่าวแห่งชาติว่า ปัญหาของวิทยุชุมชนเดิมคือ ไม่มีความชัดเจนในความเป็นสถานี รวมถึงคลื่นส่งของวิทยุชุมชนเองก็ไม่ได้มีการกำหนดอย่างชัดเจน ทำให้เกิดการรบกวนคลื่นหลักอื่นๆ ดังนั้น ภายหลังการจัดระเบียบด้วยการขึ้นทะเบียนดังกล่าว จะมีการบังคับควบคุมดูแลในเรื่องของเครื่องส่งที่ต้องมีการตรวจรับรอง ไม่ให้กระจายคลื่นความถี่รบกวนสถานีอื่น เพราะหากปล่อยให้มีการแข่งขันการส่งกำลังวัตต์ที่ต่างกัน ก็จะสร้างปัญหาให้กับผู้อื่น จึงต้องมีการกำหนดกำลังส่งของวิทยุชุมชนในแต่ละสถานีให้อยู่ในระดับเดียวกัน

            พ.อ.ดร.นที กล่าวว่า ในระหว่างที่ทดลองออกอากาศ จะมีกระบวนการตรวจสอบ 2 แนวทาง คือ 1) กลุ่มทดลองออกอากาศ จะมีการดำเนินการตรวจสอบเครื่องส่งสัญญาณให้ถูกกฎหมาย รวมถึงควบคุมดูแลกระบวนการ 2) กลุ่มผู้ยื่นขอรับใบอนุญาต กลุ่มนี้จะถูกตรวจสอบทางเทคนิคต่างๆ รวมถึงการตรวจเครื่องส่งสัญญาญ โดยเครื่องส่งวิทยุกระจายเสียงชุมชนของทั้งสองกลุ่มนี้ ต้องได้รับการตรวจสอบลักษณะทางวิชาการจากสำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) หรือหน่วยงานอื่นที่ กทช. รับรอง เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานทางเทคนิคเครื่องส่ง

            พ.อ.ดร.นที กล่าวว่า กระบวนการเหล่านี้เป็นจุดเริ่มต้น ซึ่งการขึ้นทะเบียนที่ผ่านมายังไม่ได้กำหนดว่าการทดลองออกอากาศจะต้องมีรัศมีเท่าใด แต่สิ่งที่ต้องดำเนินการอย่างเข้มงวดคือ “เครื่องส่งวิทยุ” ที่ต้องมีการตรวจสอบเพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานทางเทคนิคที่กำหนดไว้ในประกาศของวิทยุ ซึ่งการตรวจสอบเครื่องส่งนี้เพื่อเป็นการจัดระเบียบวิทยุชุมชนทั่วประเทศที่มีอยู่ 4,000-5,000 สถานี ไม่ให้ตกเป็นเครื่องมือของนักการเมือง รวมถึงใช้ในการแสวงหาผลประโยชน์ทางธุรกิจ ที่ผิดหลักวัตถุประสงค์ของวิทยุชุมชน ที่มีไว้สำหรับใช้เป็นเครื่องมือในการสื่อสารบริการสาธารณะให้ประชาชน นอกจากนี้ ยังเป็นการจัดสรรไม่ให้เกิดสัญญาณรบกวนต่อวิทยุการบิน

            ทั้งนี้ การดำเนินงานของ กทช. คือ จะมีการจัดตั้งศูนย์ตรวจมาตรฐานให้เพียงพอ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถตรวจเครื่องส่งของตนเองและมีการปรับดำเนินการให้เครื่องส่งได้รับการอนุญาตอย่างถูกต้อง เพราะปัจจุบันผิดกฎในแง่ของการแพร่กระจายคลื่นออกนอกความถี่ของตนเอง จึงต้องทำการจำกัดกรอบการส่งสัญญาณไปในบริเวณที่ต้องการเท่านั้น ดังนั้นหากมีเครื่องส่งที่ได้มาตรฐานก็จะไม่เกิดเหตุอย่างการรบกวนวิทยุการบิน เป็นต้น

            นอกจากนี้ ลักษณะทางเทคนิคของสถานีวิทยุกระจายเสียงชุมชน ที่กระจายเสียงในชุมชนเมืองใหญ่ เช่น การกระจายเสียงครอบคลุมเขตการปกครองท้องถิ่นระดับเทศบาลนคร กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา ต้องมีพื้นที่การกระจายเสียงมีรัศมีไม่เกิน 3 กิโลเมตร ส่วนสถานีวิทยุกระจายเสียงชุมชนเมือง คือ สถานีวิทยุกระจายเสียงชุมชนที่มีพื้นที่ครอบคลุมเขตการปกครองท้องถิ่นระดับเทศบาลเมืองหรือเทียบเท่า ต้องมีพื้นที่การกระจายเสียงมีรัศมีไม่เกิน 5 กิโลเมตร ด้านสถานีวิทยุกระจายเสียงชุมชนนอกเขตเมือง คือ สถานีวิทยุกระจายเสียงชุมชนที่มีพื้นที่การกระจายเสียงอยู่นอกเขตการปกครองท้องถิ่นระดับเทศบาลนคร กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา เทศบาลเมืองหรือเทียบเท่า ต้องมีพื้นที่การกระจายเสียงมีรัศมีไม่เกิน 15 กิโลเมตร เป็นต้น เพื่อป้องกันการรบกวนสัญญาณของสถานีอื่น

            หากแต่การตรวจสอบดูแลวิทยุชุมชนที่ถือเป็นกระบวนการในการทำงานที่สำคัญที่สุดนั้น พ.อ.ดร.นที กล่าวว่า ต้องมีกระบวนการกำกับดูแลตนเอง (Self Censorship) ที่เหมือนกับการทำงานของสภาหนังสือพิมพ์ เพื่อตรวจสอบการทำงานให้เป็นไปตามจรรยาบรรณ และถูกต้องตามศีลธรรมจริยธรรมที่ดีงาม การทำงานรูปแบบดังกล่าวจึงต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจกันของผู้ประกอบการ รวมถึงองค์กรต่างๆ ที่กำกับดูแลโดยภาครัฐ

            การจัดระเบียบดังกล่าวจึงถือได้ว่าถือเป็นจุดเริ่มต้นของการดำเนินงานในการจัดระเบียบของวิทยุชุมชนให้ถูกต้องชัดเจน หากแต่หลักเกณฑ์ในการจัดทำวิทยุชุมชนทั้งหมดนี้ รวมถึงประเด็นการห้ามไม่ให้มีการโฆษณา จะมีแนวทางในการดำเนินการแก้ไขอย่างไร ติดตามคำตอบได้ใน (บทวิเคราะห์ : หลักเกณฑ์การทำงานของวิทยุชุมชน...ต่อความกังวลของผู้ประกอบการ)


พิมพิดา โยธาสมุทร เรียบเรียง
ชูชาติ เทศสีแดง บรรณาธิการ


ข้อมูลข่าวและที่มา

ผู้สื่อข่าว : พิมพิดา โยธาสมุทร Rewriter : ชูชาติ เทศสีแดง
สำนักข่าวแห่งชาติ กรมประชาสัมพันธ์ : http://thainews.prd.go.th

วันที่ข่าว : 23 มิถุนายน 2552


กลับไปหน้า Web วัดท่าไทร
ไป Web สำนักงานเจ้าคณะภาค ๑๖

ไป Web ศูนย์พัฒนาคุณธรรมภาคใต้
ไป Web วิทยุชุมชนตำบลท่าทองใหม่
ไป Web ชมรมวีอาร์ร้อยเกาะสุราษฎร์ธานี