|
ทุกวันนี้คนส่วนใหญ่ในสังคมไทย
กำลังประสพกับแรงกดดันในใจตนเองหนักมากยิ่งขึ้น
หากมองจากรากฐานจิตใจที่อิสระถึงระดับหนึ่ง ย่อมพบความจริงได้ว่า ปัญหาต่างๆ
ที่เกิดขึ้นในสังคมมีทั้งในครอบครัว ในระหว่างเพื่อนฝูง และในระหว่างผู้ซึ่งทำงานร่วมกันทุกรูปลักษณะ
หลายคนมักกล่าวว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นกับชีวิตตนเองมีแนวโน้มที่แก้ไขได้ยาก
บางคนอาจพบทางตันทำให้ต้องแยกตัวออกไปอยู่ในกลุ่มอื่น แต่ก็หนีไม่พ้นที่จะเกิดปัญหาตามมาภายหลัง
เพียงแต่อาจเกิดขึ้นจากความหลากหลายของเหตุและผลภายในภาพรวมของแต่ละกลุ่ม
เพราะเหตุว่าคนยุคนี้ส่วนใหญ่มีความคิดล้อมกรอบตัวเองอยู่ในรากฐานจิตใจ
จึงเข้าใจว่าปัญหาครอบครัวเกิดขึ้นระหว่างพ่อแม่กับลูก ทำให้มองเห็นปัญหาแล้วรู้สึกว่า
คนในครอบครัวตัวเองเท่านั้นเป็นมีปัญหา แทนที่จะมองเชื่อมโยงไปถึงกระแสซึ่งเป็นผลกระทบจากสังคมภายนอกอันถือเป็นพื้นฐาน
หากคนในครอบครัวมีรากฐานความรู้สึกดังกล่าว
ย่อมเกิดสภาพที่หลงโทษกันเองด้านเดียว เพราะขาดความเข้าใจได้ถึงความจริงในสังคม
จึงมีโอกาสแตกแยกได้ง่าย บางรายสามีหนีไปมีภรรยาใหม่ บางรายภรรยาคิดนอกใจสามี
บางรายพ่อแม่ถูกลูกละทิ้ง เพราะการทะเลาะเบาะแว้งระหว่างกัน อันเกิดจากความไม่เข้าใจ
ไม่ยอมรับความจริงและให้อภัยซึ่งกันและกัน
สภาพทุกวันนี้ แม้ในหน่วยงานซึ่งมีการบริหารและจัดการ
ไม่ว่าของรัฐหรือภาคภาคเอกชน รวมทั้งกลุ่มงานอาสาสมัครที่คิดว่าตนเองอิสระ
แท้จริงแล้วรากฐานจิตใจของแต่ละคนซึมซับเอาอิทธิพลวัตถุเอาไว้ไม่มากก็น้อย
ทำให้เกิดข้อจำกัดภายในจิตใจตนเอง จนกระทั่งส่งผลทำให้ร้าวฉานจนถึงแตกแยกกระจายออกไปอย่างทั่วถึงกันหมด
หากจะกล่าวว่า ที่ไหนมีคนรวมกันเป็นกลุ่มที่นั่นมักมีความแตกแยกให้รู้สึกได้
หากบุคคลใดมีจิตใจอิสระสามารถมองปัญหาในแนวนอน หรืออีกนัยหนึ่งเห็นคนเป็นคนเหมือนตน
โดยไม่มีการแบ่งพรรคแบ่งพวก รวมทั้งแบ่งฐานะความเป็นอยู่ ย่อมพบได้ทุกเรื่อง
เหตุอันเนื่องมาจากอิทธิพลเงินและวัตถุ
ซึ่งทำให้คนมองตามแนวนอนได้ยาก อย่างที่มีการกล่าวกันว่า มองจากหอคอยงาช้าง
ภายในกลุ่มคนซึ่งอยู่ใต้อิทธิพลจากรูปวัตถุรวมถึงการมีอำนาจสูงขึ้น
หากรากฐานจิตใจไม่อาจรักษาอิสระภาพเอาไว้ให้มั่นคงอยู่ได้ ย่อมสะท้อนความจริงให้รู้ได้ว่า
ขณะที่เจริญเติบโตขึ้นไปสู่ด้านสูงมักมีแนวโน้มลืมตัว คิดเอารัดเอาเปรียบคนอื่นทุกรูปแบบเท่าที่ตนจะมีโอกาสทำได้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวที่สุดคือ มีพฤติกรรมสร้างแรงกดดันและคิดเอารัดเอาเปรียบคนที่อยู่ภายใต้อำนาจตัวเองซึ่งเห็นว่าง่ายและสะดวกที่สุด
ส่วนชนรุ่นหลังซึ่งยังก้าวขึ้นมาไม่ถึงระดับนี้
หากอยู่ในระดับล่าง ก็มีสองด้านอยู่ด้วยกันอย่างเป็นธรรมชาติ ด้านหนึ่งยังมีความเป็นตัวของตัวเองซึ่งรักษาเอาไว้ได้อย่างมั่นคง
ทำให้เกิดแรงกดดันหนักหน่วงมากขึ้น ส่วนอีกด้านหนึ่งซึ่งอ่อนแอกว่า
ก็มักสะท้อนให้เห็นจิตใจที่ตกเป็นทาสยอมทำตามคนซึ่งอยู่ด้านบน จนทำให้เกิดการแบ่งพรรคแบ่งพวกเล่นเส้นเล่นสายขึ้นภายในภาพรวม
เมื่อมีการพูดคุยกันในกลุ่มคนที่รู้สึกเป็นทุกข์เรื่องนี้
มักมีคำปรารภออกมาว่า การเลี่ยนแปลงของสังคมทำให้ยุคนี้ปฏิบัติอย่างแต่ก่อนไม่ได้แล้ว
ซึ่งคนคิดแบบนี้ย่อมเกิดความทุกข์หนัก ทำให้สิ้นหวังจนกระทั่งรู้สึกท้อแท้แทบไม่อยากทำอะไรเพื่อหวังพัฒนางานที่ตนรับผิดชอบ
แม้การคิดพัฒนารากฐานจิตใจตนเองให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น
คนที่คิดแคบหรือคิดแบบล้อมกรอบตัวเอง
หลังจากเกิดปัญหาขึ้นในกลุ่มงานซึ่งตนทำอยู่มักคิดลาออกไปหางานใหม่
บางคนได้งานใหม่แล้วรู้สึกว่าดีกว่าเก่า แต่หารู้ไม่ว่าแม้ระดับแรงกดดันของแต่ละกลุ่มก็ไม่เท่ากัน
และโดยธรรมชาติของมนุษย์ย่อมมุ่งไปหาสิ่งซึ่งตนคิดว่ามีปัญหาน้อยกว่า
แต่กาลเวลาย่อมเปิดโอกาสให้กับอีกด้านหนึ่งด้วย วันหนึ่งปัญหาในกลุ่มงานใหม่ก็ติดตามมาแบบเดียวกัน
เพียงแต่อาจต่างรูปแบบกันและเร็วช้ากว่ากันเท่านั้น
คนที่คิดว่าในอดีตสภาพสังคมเอื้ออำนวยมากกว่า
มาถึงสมัยนี้ทำไม่ได้แล้ว หากหยั่งรู้ความจริงจากธรรมชาติของศาสตร์สาขาต่างๆ
เช่นในวิชาสถิติซึ่งนำความจริงจากธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตมาสมมติขึ้นเป็นทฤษฎี
ก็ได้ชี้ไว้ว่าในธรรมชาติไม่มีอะไรร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่คนเรียนศาสตร์สาขาต่างๆ
ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นเพียงสิ่งสมมติ ในสภาพสังคมปัจจุบันทำให้คนส่วนใหญ่ไม่อาจมองทะลุจนกระทั่งย้อนกลับไปหาความจริงซึ่งอยู่ในความลุ่มลึกได้
จึงไม่อาจใช้ศาสตร์สาขาที่เรียนมาให้เป็นประโยชน์ต่อตนเองและเพื่อนมนุษย์
อันนับได้ว่า เป็นรูรั่วทางเศรษฐกิจและสังคม อันเกิดจากการสูญเสียภายในกระแสการจัดการศึกษาเพิ่มมากยิ่งขึ้นทุกวัน
การที่คิดว่าสมัยนี้ทำไม่ได้
เพราะสังคมเปลี่ยนแปลงไปแล้ว แท้จริงแล้วก็ยังมีคนทำได้แม้เหลือไม่มากนัก
หากความคิดเช่นนั้นเกิดจากตนไม่ยอมทำเพราะรากฐานจิตใจตกอยู่ในสภาพปิดตัวเองมากกว่า
จึงนำมาใช้เป็นข้ออ้าง
หากรู้ความจริงจากธรรมชาติได้อย่างลึกซึ้งถึงรากเหง้า
ย่อมมีรากฐานจิตใจที่อิสระทำให้เปิดกว้าง ซึ่งสภาพอย่างนี้แม้จะเกิดปัญหาหนักมากแค่ไหนย่อมไม่พบทางตัน
เพราะมีอิสระและมีความเข้มแข็งอยู่ในรากฐานจิตใจตนเองที่สามารถหยั่งรู้ได้ถึงเหตุแห่งปัญหาว่า
ปัญหาจริงๆ ของทุกเรื่องอยู่ในใจตนเองโดยแท้
หลังจากพิจารณานำวิเคราะห์จากจุดเริ่มต้นมาจนถึงบัดนี้ คงพอสรุปได้ว่า
เรื่องเคล็ดลับของการแก้ปัญหาชีวิต คงเป็นความลับที่ไม่เร้นลับก็ไม่น่าจะผิด
หรืออีกนัยหนึ่งอาจกล่าวว่าเป็นปัญหาเส้นผมบังภูเขา
ซึ่งจะว่ายากก็ยาก จะว่าง่ายก็ง่าย สุดแล้วแต่เหตุซึ่งอยู่ในรากฐานจิตใจแต่ละคน
เนื่องจากคนส่วนใหญ่มักเห็นแก่ตัวทำให้มองออกจากตัวเองด้านเดียว จึงเห็นเป็นเรื่องใหญ่ซึ่งแก้ได้ยาก
หากรากฐานจิตใจอิสระทำให้สามารถมองย้อนกลับมาหาความจริงจากใจตนเองได้
ย่อมช่วยให้แลเห็นแสงสว่างส่องทางชีวิตได้ไม่ยาก ซึ่งแท้จริงแล้วความยากง่ายไม่มีในโลก
ทุกสิ่งที่จะแก้ปัญหาต่างๆ ได้ย่อมอยู่ที่ใจตนเองโดยแท้
ผู้เขียนอดนึกถึงคำพูดซึ่งคนยุคก่อนเคยกล่าวฝากไว้ว่า
ขึ้นขี่หลังเสือนั้นง่าย แต่ลงจากหลังเสือนั้นสิยากยิ่ง ถ้าจะอธิบายเรื่องนี้ต่อไปคงกล่าวได้ว่าเสือตัวร้ายที่สุดมันมีอยู่ตัวเดียวเท่านั้น
และเข้าไปอาศัยอยู่ในรากฐานจิตใจเราทุกคนซึ่งเป็นปุถุชน ไม่ว่าใครมีมากมีน้อยย่อมต้องดำเนินชีวิตต่อไปด้วยความสนใจศึกษาจากปัญหาซึ่งอยู่ในใจตนเองเพื่อค้นหาความจริงโดยไม่ประมาท
คนมีนิสัยใจร้อน ซึ่งโดยธรรมชาติแล้วคิดที่จะมุ่งก้าวไปข้างหน้ามากกว่าการหวนกลับมาทบทวนที่ใจตนเอง
หรืออีกนัยหนึ่งเป็นคนขาดสติ ไม่ว่ามากหรือน้อยย่อมมีแนวโน้มยากที่จะแก้ปัญหาชีวิตตัวเองให้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี
จึงทำให้วิถีชีวิตเกิดภาวะวกวนอาทิเช่น มีการตัดสินใจเปลี่ยนงานใหม่
แม้ในครอบครัวซึ่งมีบุคคลลักษณะนี้เป็นผู้นำย่อมมีความเปราะบางทำให้แตกแยกได้ง่าย
สภาพดังกล่าวหากเกิดขึ้นภายในหน่วยงานซึ่งมีการบริหารและจัดการ
ถ้าผู้นำเป็นคนมีนิสัยใจร้อนย่อมทำให้อยู่กันไม่เป็นสุข นอกจากนั้นการเจริญก้าวหน้าของผลงานก็จะลดน้อยลง
ก่อให้เกิดภาวะสุญเสียอย่างแก้ไขได้ยาก ซึ่งสภาพดังกล่าวในขณะนี้พบเห็นกันได้ทั่วไป
อีกทั้งนับวันจะมีการกระจายความรุนแรงเพิ่มมากยิ่งขึ้น
หากสามารถหวนกลับมามองสู่อีกด้านหนึ่ง
น่าจะเห็นความจริงได้ว่า เพราะแรงกดดันซึ่งนับวันรุนแรงยิ่งชึ้นนั้นเป็นโอกาสดีสำหรับผู้ที่มีความอดทนสูง
โดยมีรากฐานจิตใจเข้มแข็งจะรู้สึกท้าทายในการต่อสู้กับใจตนอง เพื่อยกระดับคุณภาพจิตใจให้สูงยิ่งขึ้น
แต่ละคนจึงควรเข้าใจว่าสิ่งต่างๆ
ซึ่งอยู่รอบตัวเราในระหว่างการดำเนินชีวิตไม่ว่าเรื่องใดซึ่งตนมีโอกาสพบได้สัมผัสได้
มิควรแบ่งแยกว่าเรื่องนั้นควรสนใจเรื่องนี้ไม่ควรสนใจ หรือหากมีโอกาสสัมผัสสภาพคนซึ่งแตกต่างกันอย่างหลากหลายย่อมไม่ควรรู้สึกหลงใหลในสภาพหนึ่งและรังเกียจอีกสภาพหนึ่ง
แท้จริงแล้วมุมที่ตนรังเกียจนั่นแหละ
หากมีโอกาสสัมผัสย่อมเป็นครูอันประเสริฐ ที่จะสอนให้เรารู้จักเอาชนะใจตนเองได้ดีที่สุด
ส่วนคนที่เราชื่นชมหรือผู้ที่แสดงการยกย่องสรรเสริญ เราควรรู้จักเอาชนะใจตนเองในอีกด้านหนึ่ง
ซึ่งหมายถึงรู้จักข่มใจตนเอง ทำให้ไม่ตกเป็นเหยื่อสิ่งเหล่านี้ จึงจะถือได้ว่าเป็นบุคคลผู้ใฝ่รู้ความจริงได้รอบด้าน
หมายเหตุ.-คณะผู้จัดทำพิจารณาเห็นว่ามีประโยชน์
จึงได้คัดนำมาเสนอให้ทุกท่านได้ศึกษาและได้รับประโยชน์ตามกำลังสติปัญญา
|