|
ยาเสพติดที่ลักลอบเข้ามาในประเทศไทยจะกระจายอยู่ใน
45 อำเภอทั่วประเทศ ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 9-10 จังหวัด จากข้อมูลที่สำรวจได้ประมาณ
80 เปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะยาบ้า มีการลักลอบนำเข้ามาจาก 3 จังหวัด คือ
เชียงใหม่ เชียงราย และแม่ฮ่องสอน
ยาเสพติดนับเป็นปัญหาที่สำคัญปัญหาหนึ่งของประเทศ
เหตุเพราะเป็นที่มาของปัญหาต่าง ๆ อีกมากมายสร้างความเดือดร้อนให้กับตนเองและผู้อื่น
ก่อให้เกิดอาชญากรรมในรูปแบบต่าง ๆ ขณะเดียวกันประเทศชาติต้องสูญเสียแรงงานและสูญเสียเงินงบประมาณในการป้องกันและปราบปราม
รวมถึงการให้การบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติด
จากการประชุมวิชาการยาเสพติดแห่งชาติ
ครั้งที่ 9 ปี 2551 ที่ผ่านมา ภก.วิโรจน์ สุ่มใหญ่ ผู้ช่วยเลขาธิการด้านปราบปรามยาเสพติด
สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เล่าถึงความเคลื่อนไหวของยาเสพติดในปัจจุบันให้ฟังว่า
มียาเสพติดกำเนิดใหม่ ซึ่งหมายถึง ยาเสพติดที่ยังไม่เคยถูกนำออกมาเผยแพร่ในสังคมมาก่อนหน้านี้จึงยังไม่ค่อยมีประชาชนผู้ใช้ยาปรากฏให้เห็น
และยังไม่เคยมีการแพร่ระบาดอย่างรุนแรงมาก่อน อีกทั้งยังไม่มีความชัดเจนในเรื่องสถานะทางกฎหมายที่ใช้ในการควบคุม
โดยมีสาเหตุมาจากการหลีกเลี่ยงกฎหมาย เนื่องจากปัจจุบันมีการเข้มงวดกวดขันมากขึ้น
รวมทั้งเป็นการนำเสนอสินค้าใหม่เพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งตลาด
สำหรับยาเสพติดกำเนิดใหม่ที่ตรวจพบในประเทศไทย
มีทั้งสิ้น 10 ชนิด ได้แก่
ชนิดที่
1 เอ็มซีพีพี
เป็นเม็ดกลมแบน เสพโดยการกิน มีฤทธิ์เหมือน ยากลุ่มเอ็กซ์ตาซีหรือยาอี
ผู้เสพจะมีอาการมึนงง ตาลาย ประสาทหลอน
ชนิดที่ 2 ชนิดต่อมาคือ ดีเอ็มเอ
เป็นก้อนสีขาวใสคล้ายน้ำแข็งทุบ เสพโดยการสูบไอระเหยและการกิน มีฤทธิ์เหมือนยาบ้า
ผู้เสพจะมีอาการประสาทหลอน รู้สึกพึงพอใจในตัวเอง
ส่วนชนิดที่
3 คือ ซินเทติก เฮโรอีน เป็นเม็ดยาวรีสีขาว มีร่องแบ่งครึ่งเม็ด มีฤทธิ์เหมือนเฮโรอีน
เสพ โดยการกินและฉีด ผู้เสพจะมีอาการเคลิบเคลิ้ม
ชนิดที่
4 คือ ซินเทติก เฮโรอีน ฟีลส์ (3-เมทิลเฟนทานิล) มีลักษณะผงละเอียดสีน้ำตาลอ่อน
บรรจุในถุงซิปล็อก เล็ก ๆ เสพโดยการสูดเข้าทางโพรงจมูก โดยจะมีอาการ
มึนเมา ง่วงซึม ระบบหายใจถูกกด มีฤทธิ์เหมือนเฮโรอีน
ชนิดที่
5 นิว เฮโรอีน หรือ เอ็มพีทีพี เป็นผงละเอียดสีขาว บรรจุในถุงซิปล็อกเล็ก
ๆ เสพโดยการสูดเข้าทางโพรงจมูก มีฤทธิ์เหมือนเฮโรอีน
มาถึงชนิดที่
6 แคร็ก หรือ ร็อค มีลักษณะเป็นผง สีขาวบรรจุในถุงซิปล็อกเล็ก ๆ เช่นกัน
เสพโดยการสูบไอระเหย มีฤทธิ์กระตุ้นประสาท ทำให้เกิดอาการตื่นเต้น
ก้าวร้าว หลงผิดชนิดหวาดระแวง
ชนิดที่
7 เด็กซ์โทร (เด็กซ์โทรเมทอร์แฟน) เป็นกลุ่มยาเม็ดแก้ไอ เสพโดยการกิน
ทำให้เกิดอาการมึนเมาและประสาทหลอน จิตสับสน
ส่วนชนิดที่
8 คือ ไฟแช็กแก๊ส เป็นไฟแช็กแก๊สสำเร็จรูปแบบใช้หมดแล้วทิ้ง เสพโดยการสูดดมเพื่อสูดเอาแก๊สบิวเทน
ทำให้เกิดอาการมึนเมา ขาดสติ มีฤทธิ์กดประสาท ทำให้เกิดอันตรายต่อสมองได้
ยาเสพติดกำเนิดใหม่
ชนิดที่ 9 คือ บูโฟ เปเปอร์/ เคน โทดส์ สกิน มีลักษณะเป็นกระดาษซับหรือหนังกบ
ตากแห้ง ตัดเป็นชิ้นเล็ก ๆ เมื่อเสพแล้วทำให้เกิดอาการประสาทหลอน นอนไม่หลับ
มองเห็นภาพหลอน ภาพในอดีต
ชนิดสุดท้าย
คือ วันทูคอล สี่คูณร้อย หรือแปดคูณร้อย เป็นสารเสพติดสูตรผสม โดยมีส่วนผสมหลัก
คือ ยาน้ำแก้ไอและน้ำต้มกระท่อม บางคนอาจผสม ยากล่อมประสาทเข้าไปด้วย
พบมากในพื้นที่ภาคใต้ ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยายังไม่ชัดเจน
โดยยาเสพติดทั้ง 10 ชนิดนี้ ยังไม่ได้ถูกจัดอยู่ในยาเสพติดหรือวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท
ทำให้ยากแก่การควบคุมและจับกุม
ด้านปัญหาการแพร่ระบาดของยาเสพติดในประเทศไทยปัจจุบันยังพบอย่างต่อเนื่อง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลักลอบนำเข้าจากต่างประเทศ ทั้งนี้ เพิ่มพงษ์
เชาวลิต ผู้อำนวยการสำนักยุทธศาสตร์ สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด
(ป.ป.ส.) ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ประสานการปฏิบัติที่ 1 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน
เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ในช่วงปีนี้มีปริมาณการผลิตยาบ้าและยาไอซ์ค่อนข้างสูง
โดยมีการลักลอบนำเข้ามาในไทยมากกว่าทุกปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะยาไอซ์
ซึ่งในอดีตที่ผ่านมามีการลักลอบนำเข้ามาไม่มากเท่าไรนัก แต่ปัจจุบันมีการลักลอบนำเข้านับ
100 กิโลกรัม
การลักลอบแบ่งเป็น
2 ส่วน ส่วนแรก คือ การแพร่ระบาดในประเทศ และอีกส่วนหนึ่ง ส่งต่อไปยังต่างประเทศ
แต่ส่วนใหญ่จะเป็นการส่งต่อไปยังต่างประเทศมากกว่า โดยใช้ไทยเป็นทางผ่าน
สังเกตได้จากการจับกุมครั้งใหญ่ที่มีการยึดยาเสพติดได้ตั้งแต่ 1 กิโลกรัมขึ้นไป
ล้วนเป็นการส่งต่อไปยังต่างประเทศแทบทั้งสิ้น
ยาเสพติดที่ลักลอบเข้ามาในประเทศไทยจะกระจายอยู่ใน
45 อำเภอทั่วประเทศ ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 9-10 จังหวัด จากข้อมูลที่สำรวจได้ประมาณ
80 เปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะยาบ้า มีการลักลอบนำเข้ามาจาก 3 จังหวัด คือ
เชียงใหม่ เชียงราย และแม่ฮ่องสอน ตามลำดับ ในพื้นที่ประมาณ 10 อำเภอ
ที่เหลืออีก 15 เปอร์เซ็นต์ มาจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือและอีก 5 เปอร์เซ็นต์
มาจากภาคกลาง ส่วนกัญชาจะมาจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่เข้ามาทางภาคใต้ก็มี
ได้แก่ ยาอีและยาแก้ไอ
เพิ่มพงษ์
กล่าวต่อว่า ยาเสพติดที่หลุดรอดจากการจับกุมได้นั้นมาจากหลายสาเหตุด้วยกัน
โดยมีภูมิประเทศเป็นปัญหาสำคัญที่ทำให้ยากแก่การควบคุมและจับกุม เพราะชายแดนที่มีระยะทางยาวหลายพันกิโลเมตร
อีกทั้งกำลังที่วางไว้ตามแนวชายแดนมีจำนวนจำกัด จึงทำให้มีช่องทางในการลักลอบนำยาเสพติดเข้ามาได้
รวมถึงลักษณะภูมิประเทศในภาคเหนือมีช่องทางเป็นป่าเขา
และทางภาคอีสานเป็นลำน้ำ ทำให้ผู้ลักลอบสามารถใช้เส้นทางได้หลายเส้นทาง
ซึ่งในอดีตนิยมใช้เป็นคาราวานบุคคลลักลอบนำเข้ามา ปัจจุบันอาจจะเป็นคาราวานอยู่แต่จำนวนไม่มากเท่าในอดีตจะได้ไม่เป็นที่สงสัย
สำหรับเส้นทางการลักลอบจะใช้
2 เส้นทางด้วยกัน คือ ทางด่านและช่องทางธรรมชาติ ซึ่ง 70 เปอร์เซ็นต์
นิยมใช้เส้นทางธรรมชาติเพราะคุ้นเคย ใช้เดินทางไปมาหาสู่กันอยู่แล้ว
แต่ถ้ามาจากที่อื่น คนต่างถิ่น เช่น คนภาคใต้ ภาคกลาง จะใช้ช่องทางด่าน
เพราะไม่ชำนาญทางช่องทางธรรมชาติอาจเกิดอันตรายขึ้นได้ อีกทั้งประชาชนชายแดนบางส่วนมีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับยาเสพติด
ทั้งด้านความสัมพันธ์เป็นเครือญาติและได้ประโยชน์ทั้งค้า เสพและลำเลียง
ทำให้มีการลักลอบนำยาเสพติดเข้ามาในประเทศได้อย่างง่ายดาย
ผู้อำนวยการสำนักยุทธศาสตร์
กล่าวทิ้งท้ายว่า ในเมื่อสถานการณ์ยาเสพติดมีแนวโน้มที่สูงขึ้น การดำเนินการจึงต้องแบ่งเป็น
2 ส่วน โดยในส่วนแรก คือ การลดการเสพ ภาครัฐหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
จะต้องทำงานมากกว่าปกติ เพราะมีปัจจัยภายนอกที่เข้ามาสร้างปัญหาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
อีกส่วนหนึ่ง
คือ ต้องให้ประชาชนและสังคมเข้าใจว่า ปัญหายาเสพติดเป็นภัยใกล้ตัว
ซึ่งจะกระทบกับชีวิตประจำวันของเราได้ ลำพังรัฐเพียงหน่วยเดียวคงแก้ปัญหาไม่ได้
จึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วน
ซึ่งยุทธศาสตร์
5 รั้วป้องกันที่ดำเนินการอยู่นั้น หากทุกคนมีพื้นที่ของตนเองชัดเจนว่าอยู่ในรั้วอะไร
ก็ป้องกันในรั้วนั้นให้ดีจะง่ายกว่าการให้ทุกคนมาช่วยแก้ปัญหายาเสพติดที่เน้นภาพรวมของประเทศ
ร่วมใจกันป้องกันการแพร่ระบาดของยาเสพติด
หมั่นเป็นหูเป็นตา แจ้งเบาะแสแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจเสียแต่วันนี้ เพื่ออนาคตที่ดีของลูกหลานและสังคมไทยสืบไป
ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
|